วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่าไร้สาระ ตอนไปพัก Hostel ที่โตเกียว

เล่าเรื่องตอนไปพัก Hostel แห่งนึงที่โตเกียว แถวอาซากุสะ
พอเล่าๆไปบางคนอาจจะรุ้ว่าที่ไหนก็ก็ได้ 55 ขอไม่เอ่ยชื่อ
ตอนไปนี่เราไม่ได้วางแผนอะไรมาก ไม่ได้เตรียมการ เพราะทำงานเลิกดึก ทำโอทีทุกวัน
 วางแผนแค่คร่าวๆ กะว่าไปตายเอาดาบหน้า ดูมั่นใจในตัวเองมาก ว่ารอดตายในโตเกียวได้แน่ โถแม่คุณ  ทำไมฉันคิดแบบนั้นนะ ตอนนั้น

เรื่องโรงแรม ที่เราเลือกที่นี่เพราะเราเคยพักยี่ห้อเดียวกันตรงอิเคะบุคุโระมาแล้ว ตรงนั้นดีมาก คืนละประมาณ 1,100 บาทเอง ถ้าจองล่วงหน้านะ
เนื่องจาก งบน้อย เราก็เลือกแบบ Hostel เป็น woman dormitory แบบหอหญิงนั่นเอง
ตอนนั้นได้ราคา คืนละ 1,300 บาท เนื่องจากเราจองกะทันหันมากๆ จำได้ว่าหาที่พักยากมากเพราะเต็มแทบทุกที่ ช่วงนั้นคือ ปลายเดือนมิถุนายน 2015 มีคอนของศิลปินวงนึงไม่ขอเอ่ยนาม  หุๆ
ตอนเราไปก็ฝากให้พี่ที่จ่ายค่าตั๋วคอนให้ ส่งไปรษณีย์มาที่โรงแรม
ปรากฏว่าพอมาเช็คอิน แจ้งชื่ออะไรเสร็จสรรพ เค้าก็ไม่บอกเรานะว่ามีไปรษณีย์ คือมาถึงแล้วแหละ
เราเพิ่งมานึกออกคืนวันนั้นตอนจะนอนล่ะ
คือมันมีเว็บเช็คไปรษณีย์ด้วยอ่ะ คือเราเช็คแล้วว่าของมาถึงโรงแรมแล้วอ่ะ   
เราลงมาชั้นล่างบอกว่า "My Friend sent lettter to me it's a book" 
"parcel post" แปลว่าพัสดุไปรษณีย์  พนักงานที่เค้าท์เตอร์ทำหน้างง หงุดหงิดไม่รับแขก เปนผชหน้าตาดุๆ
เลยกด google translate ได้คำว่า 小包郵便  ยื่นมือถือให้เค้าดู  แล้วบอกว่า
"My Friend sent lettter to me it's a book"
"The letter have my name"  พร้อมหยิบกระดาษโน๊ตที่เค้าท์เตอร์มาเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษแล้วส่งให้พนักงาน
ปรากฏว่าเค้าหันหลังไปหยิบมา ตรงด้านหลังเค้าท์เตอร์ มันเป็นชั้นช่องๆอ่ะ แล้วมีพัสดุของเราใส่ไว้ช่องนึง คงมาถึงนานแล้ว
โอ้ววว ในที่สุดก็ได้มา คือพี่เค้าสอดตั๋วมาในหนังสืออีกที
นี่ดีนะ เกือบไปล่ะ อุตส่าห์บินมาถึงญป ดันลืมตั๋วคอนซะได้ เกือบไปแล้วจริงๆ


กลับมาตอนเช็คอินต่อ เรามาเช็คอินตอนบ่าย 3 โมงนิดๆ ตอนแรกหลงทางนิดนึง แต่ก็มาถึงพอดีๆ
ฝนตกปรอยๆด้วย ลากกระเป๋า 2 ใบ ใบใหญ่ล้อหมุนได้ 360 องศา ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีดียังไง
เพิ่งมาเข้าใจตอนนี้แหละคุณค่ะ ไม่ได้ซื้อมาแพงนะ ซื้อที่ประตูน้ำ 1,600 มั้ง ดีมาก ในห้างขาย 3 พันกว่า 4 พัน
ส่วนใบที่ 2 ซื้อใน Big C กะว่าใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซื้อมา 199 มั้ง สูงเท่ากัน เล็กกว่านิดนึง มันก็ทนพอควร แต่ล้อหมุนด้านเดียวค่ะ

ทีนี้ประโยชน์ของล้อหมุน 360 องศาของกระเป๋าเดินทางเราก็ได้ประจักษ์
คือพอมันหมุนได้รอบทิศ ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน มันก็พร้อมให้เราลากมันไปได้ทุกทาง สะดวกมากอ่ะ
ส่วนไอ้ใบราคาถูก คือต้องจับหน้าตรงเท่านั้น ลากได้ทางเดียว
คือจากสถานีรถไฟไปที่พักตอนเดินพอสมควรอ่ะ แต่ทางเดินดีอยู่นะ เรียบๆ ดีกว่าฟุตปาดที่ไทยเยอะ
เจ็บเท้านิดหน่อย ย้ำว่าแค่นิดหน่อยนะ ยังทรมานเลย แล้วแบบฝนตกปรอยๆด้วย
ลากกระเป๋า 2 ใบ ของแน่นอ่ะ ตัดสินใจไม่กางร่ม สองมือลาก 2 ใบ แขนขวามีกระเป๋าสะพายของแน่นๆอีกใบ ทั้งหมดนี้รวมกัน 9 กิโล น้อยเนอะ เค้าให้ตั้ง 15+7 กิโลใช่ป่ะ เรานั่งแอร์เอเชียเอกซ์
แค่นี้ก็เมื่อยแล้วอ่ะ แขนขวาลากกระเป๋าด้วยสะพายกระเป๋าถือด้วย มือซ้ายก็ลากอีกใบ

คราวนี้ต้องดูแผนที่ในมือถือด้วยอ่ะ เอาไง คือ Pocket wifi ก็เปิดแล้วนะ พร้อม
สรุปว่าเราเอากระเป๋า 2 ใบประกบคู่ หันหน้าเข้าหากัน ใช้มือขวาลาก 2 ใบเลย
แขนซ้ายสะพายกระเป๋าถือ มือซ้ายถือมือถือเปิด google map ไปด้วย เดินไปตามทางจนกว่าจะถึงอ่ะ
พอเดินไปตามแผนที่จริงๆ ดันหาไม่เจอเว้ย งงมาก เลยเดินไปเจอร้านข้าวหน้าเนื้อร้านนึง
บอกเค้าว่า Sakura Hotel เค้าเลยเดินมาส่ง พี่สาวใจดีขอบคุณมากค่ะ
พอเจอแล้วแบบ อ่า ใช่แน่ๆ เหมือนในรูปเบย
ปวดแขนพอสมควร แต่ก็พอไหวนะ เบาะๆ

ปรากฏว่าพอไปถึง เช็คอินกับพนักงานผญ เราก็เอาใบที่ปริ้นจาก Booking.com ให้เค้าดู ก็ได้คีย์การ์ดห้องมา เค้าก็อธิบายอะไรต่างๆ บลาๆ จบ เราก็เดินมาขึ้นลิฟท์
บันไดหนีไฟเค้าเปิดตลอดอ่ะ ขี้เกียจรอลิฟท์ก็ใช้บันไดได้ ถ้าขายังไหวอ่ะนะ
ดีนะมีลิฟท์ Hostel บางทีไม่มีลิฟท์นะเฟ้ย เตือนไว้ก่อน ต้องหาที่ๆมีลิฟท์นะ
อยู่ชั้น 5 มั้งนะ หรือ 6 จำไม่ได้
ลิฟท์เล็กมาก ก็กะทัดรัดดีนะ พอเราเข้าไปพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระก็พอดีเลย เหลือที่นิดนึง
ที่นี้ ฝั่งที่เราอยู่เค้าก็แยกฝั่งชายหญิงนะ
ตรงกลางเป็นลิฟท์ มีห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำหญิงก็อยู่ติดห้องน้ำชายเลยนะ ไม่มีประตูด้วยมีม่านพลาสติกที่มันเป็นเส้นๆอ่ะ
แต่ในห้องน้ำเล็กอ่ะมีประตูนะไม่ต้องตกใจ
เวลาอาบน้ำเราแต่งตัวในห้องน้ำเลยอ่ะ
แต่คือห้องน้ำน้อยมากเว้ย มีห้องอาบน้ำ 2 ห้อง และห้องสุขา 2 ห้อง
เราเคยพักสาขาที่อิเคะ คือห้องน้ำเยอะกว่านี้ และคนทำความสะอาดเป็นคนอินเดีย ขยัน ใจดีและเป็นมิตร  ส่วนสาขาที่อาซากุสะคนทำความสะอาดเป็นป้าคนญปแก่ๆ ชอบทำหน้าหงุดหงิด ดูไม่เป็นมิตร ดูไม่อยากทำความสะอาดเท่าไหร่ และทำไม่ค่อยสะอาดด้วย ทำลวกๆอ่ะ เหอๆ
วันแรก ตอนเช้าเรามาถึง 7 โมงเช้า พอเข้าเมืองเราลง Ueno แล้วเราก็ไปไหว้พระที่วัดเซนโซจิ วัดอาซากุสะ เดินเล่นอาซากุสะ หาข้าวเช้ากิน ฝากกระเป๋าแล้วไปเดินชิบุย่า ฮาราจุกุ เหอๆ แล้วก็กลับมา
เช็คอินตอนบ่าย 3 อาบน้ำแต่งตัว ออกไปชิบุย่าอีกรอบ อีบ้า คือชอบชิบุย่ามาก ไปบ่อยได้ไม่เบื่อ อะไรจะชอบขนาดนั้น ก็ไปเดิน Takeshita Omotesando อยู่จน 3 ทุ่ม ร้านเริ่มปิด กำลังจะกลับ
อ้าว ฝนตกหนักแบบหนักมาก ซื้อร่ม พอขากลับลืมร่มไว้บนรถไฟด้วย เสียดายมาก ร่มสวยด้วย
ไปนั่ง Nescafe Cafe ด้วย ไปกิน Taramisu หวานมาก กินไม่หมด เลี่ยนมาก แล้วก็ไปเข้าห้องน้ำ
ไปเล่นกับหุ่นยนต์ด้วย ในร้านแบบ โอ่โถ่ง มีทีวีจอใหญ่ ดูไฮโซ อยากนั่งนานๆ แต่อีกใจก็คิดว่าดึกล่ะ กลับเหอะ ก็กลับ เออ จะบอกพนักงานหล่อ น่ารัก ใจดี

พอขากลับ เดินผ่านวัดอาซากุสะ ตอนกลางคืนสวยมากอ่ะ พวกร้านค้าต่างๆ ตรง Nakamise Dori ปิดร้านเอาประตูเหล็กม้วนลงมาเป็นภาพสวยๆสมัยเอโดะอ่ะ เป็นภาพวาดสมัยเอโดะ สวยมาก สวยมากจริงๆ แต่แบตหมด ไม่ได้ถ่ายมา ตามซอยย่อยๆก็มีพวกร้านเหล้า มีพนักงานออฟฟิสทั้งชายหญิงมากินเต็มเลย ครึกครื้นมาก
บางซอยมีร้านปาจิงโกะ มีศูนย์การค้า ซุปเปอร์แถวนั้นด้วย มีพวกแม่บ้านมาซื้อกับข้าวลดราคา

ตรงลานจอดรถจักรยานแบบ รถจักรยานเยอะมากกกกกก แล้วก็มีร้านแมค ร้านเบอร์เกอร์อะไรงี
มีร้านเสต็กเนื้อดังๆอยู่ เราเดินผ่านไม่รู้จัก ตอนหลังกลับมาไทยแบบว่าออกทีวีด้วยอ่ะ ไม่รู้ว่าดัง

แถวนั้นมีสวนสนุกเก่าแก่ แล้วก็มีร้านขายเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งเก่ามาก ไม่น่าซื้อเลย โทรมๆ

มีร้านเหล้า ผับ บาร์ อะไรครบอ่ะ แถวนั้น ร้านร้อยเยน ร้านซูชิ  ข้าวหน้าปลาดิบจากตลาดซึกิจิ

พอกลับมาถึง เออลืมบอกไป เตียงที่เรานอน คือเป็นหอหญิงรวม
ในห้องมี 3 เตียง เป็นเตียง 2 ชั้น รวมเป็น 6 ที่นอน
ในห้องมีตู้ล๊อคเกอร์  เผอิญเรามีลูกกุญแจเล็กๆ เอาไปหลายอัน เลยเอามาล๊อคได้
ถ้าใครไม่มีก็เช่าได้นะกุญแจอ่ะ 200 เยนมั้ง
อันนี้รูปตัวอย่างไม่ใช่ของจริงนะ  ของจริงมีที่ให้คล้องกุญแจ

ทีนี้พอเราไปถึง มันมี 3 เตียง 6 ที่นอนใช่ป่ะ 2 ชั้น ปรากฏว่าเต็มหมดเลยเว้ย เหลือที่เดียว
ที่นอนชั้น 2 เตียงติดประตู หัวเตียงเป็นหน้าต่าง 
แล้วทีนี้ใต้เตียงทุกเตียงมันก็มีกระเป๋าคนอื่นวางไว้หมดเลยไง
เอาไงดีว่ะ สุดท้ายก็อ่อ  มันเหลือพื้นที่ตรงหัวเตียงตริงหน้าต่างเว้ย ก็เอาของตัวเองไปวางไปตรงซอกนั้น
ช่างเหมาะเจาะ พอเหมาะ พอดีอะไรเช่นนี้ 
วางเสร็จปุ๊บ จัดแจงเก็บของเอาชุดนอนไปอาบน้ำ

พอกลับมาปุ๊บ จะปีนขึ้นเตียง คือเจ็บเท้ามาก ปีนขึ้นไม่ไหว แบบไม่ไหวจริงๆ
ขาล้า เท้าระบมมากๆ คือทันเป็นบันไดแบบเนี้ย คือพอปีนล่ะเจ้บเท้ามาก
พูดไปคนอ่านคงคิดว่าเราสำออย แต่เปล่าเลย ปกติจะปีนขึ้นสิบรอบก็ไหว
แต่นะเวลานั้น เท้าระบม ขาล้าไปหมด ปีนไม่ไหว แต่ก็ต้องปีนอ่ะ ทรมานมาก 
เพราะง่วงนอนมาก เพลียมาก จะตาย
แล้วก็ทุกเตียงจะมีที่ชาร์ตไฟของตัวเอง เราเอาสายต่อไป ใช้เต็มทุกช่อง
ชาร์ตมือถือ 2 เครื่อง ชาร์ต powet Bank 3 อัน ชาร์ต Pocket wifi ชาร์ตกล้อง
แล้วเราเอาโน๊ตบุ๊คไปด้วย อันเล็ก 12 นิ้ว สายต่ออะไรพร้อม คือใช้หัวต่อ 3 อัน ตอนนอนนี่กลัวไฟดูดมาก แต่ก็รอดตายมาได้ทุกคืน

และเนื่องจากว่า เราเปียกฝนมา เราเลยเอาเสื้อผ้า ไปซักไปอบ เพราะไม่รู้จะตากที่ไหน เก็บเข้ากระเป๋า ไปรวมกับเสื้อผ้าก็ไม่ได้ เหม็นกันพอดี เค้าก็มีตู้หยอดเหรียญนะ ตอนอบนี่ อบไป 2 รอบ รอบละ 100 เยน แพงอ่ะ


อันนี้คือคืนแรกนะ
พอคืนที่ 2 เราโชคดีมาก คือคนที่นอนชั้นล่างเตียงเราเค้าย้ายออกเฟ้ย เราเลยย้ายลงมานอนชั้นล่าง
เตียงที่เรานอนเมื่อคืนมันก็ยังสะอาดเรียบร้อยอยู่นะ เราอาบน้ำก่อนนอนตัวไม่เหม็นนะ หอมๆ
เราก็พับผ้าปู อะไรให้เหมือนใหม่เลยนะ จริงๆยังไม่ได้ปูด้วยอ่ะ แบบว่าเพลียมาก นอนแม่มเลย แต่ใส่ปลอกหมอนอยู่ เราก็เอาหมอนเรามา

ที่นี้ ที่นอนข้างล่าง พอดีเรากลับมาตอนบ่าย แม่บ้านจัดเตียงข้างล่างใหม่แล้ว
เราเลยย้ายของเราลงมากข้างล่างเสร็จสรรพ
จัดเตียงข้างบนให้ใหม่ ทำให้เหมือนใหม่เลย ผ้าปูเรายังไม่ได้ปู แต่หมอนเราใช้แล้ว เราเอาหมอนเราลงมา เอาหมอนใหม่ไปให้ข้างบน เราก็นอนข้างล่าง เพราะไม่ไหวจะปีนจริงๆ ทรมานอ่ะ

เวลานอน ก็เตียงใครเตียงมันนะ มีม่านด้วย ก็เปิดไฟหัวเตียง ซึ่งสว่างมากชอบ
ปิดม่านอยู่ในเตียงตัวเอง พวกฝรั่งอ่ะนอนกรนเสียงดังมาก เวลาเข้าห้องน้ำก็โคตรสกปรกเลย
ผญไรว่ะ
 แล้วก็ฝรั่งที่ดูทอมๆอ่ะหน้ากลัว
แล้วก็มีพวกเลสเบี้ยนด้วย น่ากลัวนิดนึง เราไม่ได้เหยียดเพศนะ คือเค้ามองเราแบบคุกคามนิดนึง
เราเลยไม่ชอบ แล้วต
ส่วนพวกรูมเมทคนญี่ปุ่นนี่สะอาดมีมารยาทมาก ดีอ่ะ ไม่มีไรต้องให้ว่าเลย


ก่อนนอน เลยเดินไป Lawson ไปซื้อน้ำขวดใหญ่มากินยา แล้วก็ข้าวหน้าเนื้อกล่องนึง อร่อยมาก
ถ้าซื้อของกินมาใส่ตู้เย็น ก็เขียนชื่อตัวเองแปะไว้ด้วยนะ
กินข้าวเสร็จเรา แปรงฟัน ล้างเท้าก่อนนอนด้วยนะ ก็ล้างเท้าที่ห้องอาบน้ำอ่ะ

เห็นบ่นแบบนี้แต่ตื่นเช้ามาหายเลยนะ วิธีการของเราคือ
1. ตอนอาบน้ำ เปิดน้ำแรงสุด เอาน้ำเย็น กับน้ำร้อนจัด ฉีดไปที่เท้า สลับกัน ระหว่างน้ำร้อน น้ำเย็น

ช่วยรักษาอาการเท้าระบม เอาน้ำร้อนจัด เย็นจัด ฉีดเข้าไป รู้สึกดีมากเลยอ่ะ รู้สึกเท้าได้ผ่อนคลาย เส้นเลือดดีขึ้นมาก  ตอนนั้นเท้าเราทั้งชา ทั้งระบม เส้นเลือดปูด โชคดีว่ารองเท้าไม่กัดเลยไม่มีแผล แต่ถ้ามีควรแปะปาสเตอร์นะ  
เราอาบน้ำนานมาก อาบเป็นชั่วโมงอ่ะ ไม่สนใจใครเลย แบบ กุจะตายล่ะปวดเท้ามาก 
ปกติอยู่ไทยก็อาบน้ำนานตลอด

2. อาบน้ำเสร็จกลับมานอน ก็กินยาคลายกล้ามเนื้อแบบอ่อน ก่อนนอน
พอดีก่อนไปญปเราซื้อยานี้จากหอ ระวังให้ดี ยาคลายกล้ามเนื้อ มีแบบอ่อน แบบแรง
เราซื้อแบบอ่อน ไม่อันตราย ทานได้
เราซื้อจากร้านยาที่เราซื้อวิตามินเค้าประจำ แถวหอเรามีสวนสาธารณะที่คนไปวิ่งเยอะอยู่แล้ว
ตอนเราไปซื้อเราเลยบอกว่า ไปวิ่งออกกำลังกายมา ปวดเท้ามาก ขอซื้อยาคลายกล้ามเนื้อค่ะ
แล้วก็ได้มา เม็ดสีเขียวสามเหลี่ยมเล็กๆ
กินก่อนนอน เช้ามา หายเจ็บเท้าเลย เดินวิ่งลุยในโตเกียวสบายมากๆ

3. เนื่องจากโดนฝน เราเลยกินยาแก้แพ้ และ นูโรเฟ่นแบบเม็ด 1 เม็ด เพื่อแก้ปวด และดักไม่ให้เป็นหวัด  ตื่นเช้ามาสดชื่นสุดๆ
4. กิน เบต้ากลูแคน 1-2 เม็ด
เบต้ากลูแคนคือสารสกัดจากยีสต์ พบได้ในเห็ด ช่วยบำรุงเม็ดเลือดขาว สร้างภูมิคุ้มกัน
บางทีเรากินเวลาที่เพลียมากๆ นอนดึก โหมงานหนัก กินก่อนนอนตื่นมาสดชื่นมาก
5. ที่เรากินเพิ่มคือวิตามินซี และวิตามินรวม เพิ่มเพิ่มพลังให้ร่างกาย
6. ก่อนนอนดื่มน้ำเยอะๆ เพราะระหว่างวัน เราไม่ค่อยดื่มน้ำ หรืออาจจิกินข้าวก่อนนอนด้วย ทำให้ง่วง หลับง่าย
แต่จริงๆ ห้องน้ำในโตเกียวหาง่ายมาก มีเยอะด้วย 

คืนนั้นเราหลับเป็นตายเลย เพราะเหนื่อยมาก แต่ตื่นมาสดชื่นมาก เพราะกินยา กินข้าวก่อนนอน จนอิ่มแปล้

เราตื่น 6:30 ลงมากินอาหารเช้าฟรี อ่ะๆ อย่าหวังมาก มันไม่ค่อยมีไรหรอก
มีขนมปังแผ่นๆ ที่เค้าซื้อมาอ่ะ นึกภาพฟาร์มเฮ้าส์นะ มีแยม มีเนย จะบอกว่าเมเปิ้ลอร่อยมากอ่ะ
มีซุปจางๆ มีหัวหอม มันฝรั่ง วิญญานมะเขือเทศ เค้าทำตั้งกะตี 5 ถ้ามาสัก 8 โมงไม่ค่อยเหลือไรล่ะ แต่ขนมปังนี่เติมตลอดจนถึง 10 โมง
มีแก้ว มีจาน ช้อนส้อมให้บริการ ซึ่งอาหารเช้านี่ที่สาขาอิเคะไม่มีนะจ้ะ 
แล้วก็มีโอวัลติน น้ำตาล คอฟฟี่เมต ไม่มีนมข้นหวาน พอกินได้ไม่อร่อยเท่าไหร่
แต่จะบอกว่ามันดีมากนะ วันที่หนาวๆ ลงมากินซุป กินขนมปังปิ้ง กินโอวัลตินร้อนๆ เออ อุ่นดี พร้อมลุยต่อในโตเกียว

ปิดท้ายด้วยรูป
 


 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น